วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

พาลูกออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งกันค่ะ


เมื่อวันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ ได้มีโอกาสไปร่วมงาน Scott’s Vitamin C PLAYMANIA ที่เขาดินมาค่ะ งานเริ่มประมาณบ่าย 3 โมง แต่เราไปก่อนเวลานิดนึง ไปถึงพี่ๆ ทีมงานยังจัดซุ้มกิจกรรมกันยังไม่เสร็จ เลยพาเด็กๆ ไปเดินเล่น เล่นเครื่องเล่น และนั่งรถรางชมรอบๆ สวนสัตว์ก่อน เจ้ามามิสนุกกับการได้นั่งรถราง และชมสัตว์สองข้างทางมากเลย ส่วนเจ้าโมโม่ เป็นช่วงเวลานอนพอดี พอขึ้นรถได้แป๊บเดียวก็ซบไหล่ปะป๊าหลับสบาย


พอนั่งรถครบ  1 รอบก็ได้เวลาลงทะเบียนทำกิจกรรมกันพอดี ระหว่างที่เข้าแถวรอลงทะเบียนมามิตื่นเต้นมาก อยากไปเล่นสนุกในกิจกรรมแต่ละฐานไวๆ เพราะตอนมาถึงแม่พาเดินไปเลียบๆ เคียงๆ ดู เจ้ามามิเห็นลูกบอลหลากสีอยู่ในบ่อทราย อยากจะกระโดดลงไปเล่นมากเลย มีพี่มาสคอตใจดีมายืนโบกมือต้อนรับ เด็กๆ ไปรุมล้อมถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานกันใหญ่ งานนี้จัดขึ้นเพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนเรียนรู้โลกกว้างอย่างเต็มที่ เพราะยิ่งเล่นก็ยิ่งเรียนรู้ ยิ่งพัฒนาการได้เร็วขึ้นค่ะ

เด็กๆ ถ่ายรูปกับพี่มาสคอต และมามิก็เล่นกับพี่เค้าอย่างสนุกสนาน

หลังจากลงทะเบียนเสร็จก็มานั่งฟังดารารับเชิญคุณตุ๊ก ชนกวนันท์ กับน้องแพรว พูดคุยกับคุณหมอ คคนางณ์ จันทรภักดี จากโรงพยาบาลสมิติเวช  และมีน้องภูมิกับคุณตามายืนฟังและรอเล่นกิจกรรมร่วมกันด้วยค่ะ คุณตุ๊กเล่าให้ฟังว่า “น้องแพรวเป็นเด็กชอบเล่นนอกบ้าน เพราะตุ๊กพาเขาไปทำกิจกรรมกลางแจ้งตั้งแต่เล็ก พามาเขาดินบ่อยจนน้องแพรวจำได้หมดว่าสัตว์ชนิดไหนอยู่ตรงไหน พยายามพาเค้าออกไปนอกบ้านไปเรียนรู้ ไปเจอกับของจริง สัตว์ตัวจริงๆ ไม่อยากให้ลูกอยู่แต่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ และจะไม่เปิดทีวีตลอดเวลา แม้เทคโนโลยีจะทำให้เกิดการเรียนรู้ แต่เด็กก็คือเด็ก ต้องให้เขาได้เล่นได้ออกกำลังกาย ร่างกายจะได้แข็งแรง เพื่อให้เขาเติบโตอย่างมีคุณภาพ ตุ๊กพยายามบาลานซ์ทั้งสองส่วนเท่า ๆ กัน จึงจะเกิดพัฒนาการทั้งทางร่างกายและทางสมอง”


ส่วนคุณหมอก็จะพูดถึงเด็กที่ช่างซักช่างถามว่า จะเป็นเด็กที่ช่างสังเกตและเก็บข้อมูล พอเค้าเก็บข้อมูลเยอะๆ เค้าก็มีข้อสงสัย ก็จะมีคำถามออกมามากมาย พ่อแม่ต้องคอยตอบคำถามเค้าทุกคำถาม ห้ามเบื่อ พ่อแม่บางคนบอกว่าลูกตัวเองเก่งมาก เปิดยูทูปร้องเพลงตามได้หมดเลย เปิดให้ดูรูปสัตว์ต่างๆ ในคอมพิวเตอร์รู้จักหมด ตอบได้หมด แต่เก่งแต่ในบ้าน พอออกมานอกบ้าน ไม่กล้าร้องเพลง และถามอะไรก็ตอบไม่ได้เลย เปิดรูปไก่ให้ตัวอื่นให้ดูก็ตอบไม่ได้ ตอบได้แต่ไก่ตัวที่อยู่ที่บ้าน อันนี้ก็เป็นปัญหาอย่างนึง คือ เด็กไม่ได้เรียนรู้จากของจริง ควรพาเค้าออกไปนอกบ้านไปสวนสัตว์ ไปตัวสัตว์ที่เป็นตัวจริงๆ ดีกว่า

ระหว่างฟังคุณหมอและคุณตุ๊กพูดคุยกัน

คุณหมอยังพูดถึงประโยชน์ของการเล่นกลางแจ้งดีว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด พวกเด็กที่ไม่ค่อยนิ่ง พลังงานเยอะ ต้องออกไปวิ่งเยอะๆ เลย จะได้มีสมาธิมากขึ้น กลับมาพลังงานลดลง จะได้นั่งทำงานที่มีสมาธิได้ การวิ่ง การออกกำลังก็ช่วยเรื่องกล้ามเนื้อมัดใหญ่ด้วย การสร้างแรงจูงใจให้เด็กออกไปเล่นนอกบ้าน โดยการทำกิจกรรมอะไรก็ได้ที่มันสองทาง พูดคุยกันเยอะๆ เด็กๆ เดี๋ยวนี้ภาษาช้าเยอะมาก พัฒนาการช้าเยอะมาก เกิดขึ้นเพราะเราไม่ได้กระตุ้นอย่างเหมาะสม เลี้ยงลูกเหมือนผู้ใหญ่ อยู่ในบ้านพูดคุยกัน ไม่ทำกิจกรรมอะไรสำหรับเด็ก ทำให้เด็กพัฒนาการช้า พ่อแม่ก็ต้องให้เวลากับลูกเยอะๆ ทำกิจกรรมนอกบ้านเยอะๆ เพราะถ้าเด็กอยู่ในบ้านมาก ๆ เด็กอาจจะขาดวิตามินดี แล้วก็ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมช้า เพราะเจอแต่กับพ่อแม่ ไม่เจอเด็กวัยเดียวกัน EQ ก็ช้า IQ ก็ช้า เพราะฉะนั้นต้องส่งเสริมเด็กออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านเยอะๆ ออกไปเล่นกับเพื่อนบ้าน ไปวิ่งเล่นในสนามก็ยังดี

และพูดถึงวิตามินซีว่าเป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสร้าง หรือสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้ และมีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยให้ร่างกายดูดซึม ธาตุเหล็ก ได้ดียิ่งขึ้น การขาดวิตามินซีอาจทำให้เกิดโรคเลือดออกตามไรฟันได้ แหล่งที่พบวิตามินซีได้ในธรรมชาติ ได้แก่ ผลไม้รสเปรี้ยว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ส้ม ฝรั่ง ผักใบเขียว แคนตาลูป มันฝรั่ง มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ บล็อคเคอรี่ เป็นต้น  เด็กเล็กๆ ควรได้รับวิตามินซี  30-60 มก. ต่อวัน


หลังจากฟังคุณตุ๊กกับคุณหมอพูดคุยกับจบแล้วทางทีมงานก็แจก Scott Vit C ให้เด็กๆ ได้ทานกัน เพื่อให้เด็กๆ ได้เตรียมร่างกายให้พร้อมด้วย Scott Vit C ก่อนตะลุยฐานต่างๆ โดยแบ่งเด็กเป็น 4 กลุ่มให้ไปเล่น กิจกรรมตามฐานที่จัดไว้ 4 ฐานคือ Strong, Think, Imagination และ Explore กลุ่มของมามิเริ่มเล่นที่ฐาน Imagination ฝึกจินตนาการ โดยการระบายสีบ้านกระดาษ มามิชอบระบายสีอยู่แล้วเลยสนุกกับการหยิบสีโน้นสีนี้มาระบายใหญ่เลยค่ะ ส่วนโมโม่ก็ชอบและสนุกมาก เพราะได้มุดเข้ามุดออกบ้านกระดาษหลังเล็กๆ ที่มีขนาดพอดีตัวโมโม่เลย


จบจากฐานนี้แล้วก็ไปต่อที่ฐาน Explore ฝึกให้เด็กเป็นนักสำรวจ มามิกับเพื่อนๆ ต่างช่วยกันขุดทรายหาไข่ไดโนเสาร์อย่างตั้งใจ พอขุดเจอไข่ไดโนเสาร์ใบใหญ่ มามิตะโกนเรียกแม่ ชูให้ดูด้วยความตื่นเต้นดีใจ เมื่อนำไปแช่น้ำซักพัก ใช้ไม้เจาะลงไปที่ไข่ก็จะพบไดโนเสาร์ตัวน้อยอยู่ข้างใน ในไข่แต่ละใบจะมีไดโนเสาร์แต่ละพันธุ์ไม่ซ้ำกัน และยังได้ไดโนเสาร์ตัวน้อยกลับบ้านด้วย


ต่อจากฐาน Explore เราก็ไปกันต่อที่ฐาน Strong เสริมสร้างความแข็งแรง กระโดดสปริงบอร์ดแทรมโพลีนเก็บผลส้ม เล่นกระดานลื่นหาผลเบอร์รี่ และฐานนี้ก็เป็นอีกฐานที่มามิชอบมาก เพราะได้กระโดดโลดเต้นอย่างสนุกสนาน ถึงจะตัวเล็ก กระโดดไม่ถึงแต่หนูก็พยายามกระโดดสุดตัวเพื่อให้ได้ผลเบอรี่ที่ห้อยอยู่ด้านบน ส่วนกระดานลื่นมามิก็วิ่งขึ้นวิ่งลงหลายรอบแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยกันเลย


 และฐานสุดท้าย Think เป็นการเล่นแบบใช้ความคิด ด้วยการต่อจิกซอว์ภาพ งานถนัดของมามิเลย เพราะมามิชอบต่อจิ๊กซอว์มาตั้งแต่เบบี๋ ใช้เวลาแค่แป๊บเดียวก็ต่อเสร็จเรียบร้อย พอได้ครบทุกฐานก็นำป้ายที่ห้อยคอที่ได้รับการแสตมป์ ไปรับ สก๊อต วิตามินซี กลับบ้านคนละ 3 กล่อง พร้อมกับเลโก้อีก 1 กล่องให้กลับไปต่อเล่นที่บ้าน พอได้มาปุ๊บมามิขอให้แม่แกะกล่อง Scott’s Vitamin C รสส้มให้กินทันที และตรงจุดรับของรางวัลนี้ยังได้ขึ้นแท่นได้ที่ 1 ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แล้วรอรับรูปกลับบ้านอีกด้วย


 ส่วนครอบครัวเราพิเศษกว่า ได้ตะกร้าสก๊อต วิตามินซี ใบใหญ่พร้อมกระดานวาดรูปกลับมาบ้านด้วย พอกลับมาถึงบ้านมามิรีบแกะกล่องกระดานวาดรูปมานั่งวาดเล่นทันที พอวาดรูปจนพอใจก็ไปเอาเลโก้สองกล่องมาช่วยกันต่อกับปะป๊า ได้รูปรถยนต์กับมอเตอร์ไซด์ มาเล่นกันสองคนกับโมโม่

การเข้าร่วมกิจกรรมกลางแจ้งกับ Scott’s PLAYMANIA ในครั้งนี้ เด็กๆ สนุกสนานกันมากแทบไม่อยากกลับบ้านกันเลยค่ะ คุณพ่อคุณแม่ควรแบ่งเวลาพาลูกๆ ออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านบ้างนะคะ ไม่ว่าจะเป็นสนามหญ้าหน้าบ้าน สนามหญ้าของหมู่บ้าน หรือถ้าบ้านไหนเป็นตึกแถวหรือไม่มีพื้นที่กลางแจ้งโล่งๆ ให้เด็กๆ  ได้วิ่งเล่น ก็พาออกไปสวนสัตว์ เช่นเขาดิน หรือสวนสาธารณะ เช่น สวนลุม สวนรถไฟ สนหลวง ร. 9 หรือสวนสาธารณะใกล้ๆ บ้านก็ได้ค่ะ ให้เด็กได้วิ่งเล่นเหงื่อท่วมตัว เหงื่อเปียกหัว ได้ปล่อยพลังอย่างเต็มที่ คุณก็จะได้ยินแต่เสียงหัวเราะแห่งความสุขของเด็กๆ และได้เห็นใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของเด็กๆ ตลอดเวลาเลยค่ะ


เทคโนโลยีช่วยให้เกิดการเรียนรู้ จะสังเกตว่าเด็กยุคนี้เรียนรู้เร็วมาก เขาดูเราเล่นโทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์แป๊บเดียว ก็ทำตามได้ทันที บางทีพ่อแม่ยุ่งกับงาน ก็ส่งมือถือให้ ลูกจะได้ไม่มากวนใจ แต่เด็กก็คือเด็ก เราใช้เทคโนโลยีเลี้ยงเขาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องให้เขาได้ใช้ร่างกาย ได้วิ่งเล่น เพราะฉะนั้นควรจะพาลูกออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งค่ะ



 ติดตามข่าวสารจาก Scott Vitamin C ได้ที่ https://www.facebook.com/scotts.vitamin 

วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557

จมูกโล่งล้างด้วยน้ำเกลือ

 

เมื่อหน้าฝนที่ผ่านมา เห็นแม่ๆ หลายต่อหลายบ้าน ต่างพากันเหนื่อยรับมือกับหวัดของลูกๆ กันจนทรุดโทรมกันไปหลายบ้าน บ้านนี้ก็เหมือนกันค่ะ ผลัดกันเป็นหวัดทั้งมามิ และโมโม่ พอเป็นแล้วก็ติดกันไปมา จนเป็นกันทั้งบ้าน

หวัดที่เป็นถ้าโชคดีหน่อยก็เป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่แล้วละก็ อาจจะต้องถึงโรงหมอกันทีเดียว ที่บ้านนี้ ถ้าเป็นไข้หวัดธรรมดาจะไม่ค่อยได้พาไปหาหมอหรอกค่ะ เพราะคิดว่าพอรับมือกับหวัดธรรมดาได้ แต่ต้องแน่ใจก่อนนะคะว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา คืออย่างแรก จะมีไข้ต่ำ หรือไม่มีไข้เลย ต่อมาก็คือมีน้ำมูก อาจจะมีอาการไอตามมาเล็กน้อย แต่ถ้าถึงขั้นเจ็บคอ ทานอะไรไม่ได้ ก็ต้องพาไปหาหมอ เพื่อรับยาฆ่าเชื้อแต่โดยดี

จริงๆ แล้วไข้หวัดที่เป็นกันนี่ ส่วนใหญ่ก็รักษากันตามอาการเช่นถ้าไอ แต่ไม่เจ็บคอ ก็ให้กินยาละลายเสมหะ หรือถ้ามีน้ำมูก ก็อาจให้ทานยาลดน้ำมูก แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา จะรู้สึกว่ายาลดน้ำมูกจะมีผลข้างเคียง เช่นทำให้จมูกแห้งมาก ก็ต้องคอยล้างจมูกกันให้พอชุ่มชื้น แถมได้ประโยชน์อีกอย่างคือล้างน้ำมูกที่อยู่ภายในได้มากขึ้น

 
วิธีการล้างจมูกแบบถอดท่อออกจากจุกขวดฮาชชิ

สำหรับมามิแล้ว เคยล้างจมูกมาหลายครั้งแล้วเหมือนกัน ตั้งแต่สองปีที่แล้ว จำได้เลยว่าแม่แหม่มไปเดินงาน BBB แล้วเจอบู้ทนึงขายขวดล้างจมูกยี่ห้อ ฮาชชิ เห็นรูปร่างแปลกๆ ก็เลยเข้าไปถาม ปรากฏว่าเป็นที่ล้างจมูก แพคเกจน่ารักดี มีซองน้ำเกลือแถมให้อีก 15 ซอง ก็เลยลองซื้อมาใช้ แรกๆ ก็ลองใช้เองก่อน ตามคู่มือที่ให้มาคือ ผสมเกลือในซองกับน้ำสะอาด ตวงให้ได้ตามปริมาณ จากนั้นก็เตรียมใจ เตรียมตัว ตะแคงหัวพร้อมกับก้มหน้านิดๆ กลั้นหายใจ ร้องอือไปด้วยเพราะกลัวจัด แล้วจึงพ่นน้ำเกลือเข้าจมูก วูบแรกสำลักค่ะ เพราะไม่ได้กลั้นหายใจ ก็เลยหยุดก่อน แล้วเริ่มใหม่ กลั้นหายใจด้วยร้องอือไปด้วย แล้วก็พ่นน้ำเกลืออีกครั้ง คราวนี้รู้สึกได้เลยว่าน้ำเกลือมันผ่านวูบเข้าโพรงจมูกแล้วไหลออกมาทางรูจมูกอีกข้าง จากนั้นก็ลองสลับข้างกันทำ คราวนี้ก็คล่องขึ้น ไม่สำลักแล้ว ได้ผลดีมาก คือทำให้จมูกโล่งขึ้นมาก รู้สึกได้ทันที
 

เกลือฮาชชิ มี 2 สูตร Hashi Salt Gentle Refill สูตรอ่อนโยน ประกอบด้วยเกลือฮาชชิ pharmaceutical grade (sodium chloride) สูตรอ่อนโยน ขนาด 1.7 กรัม จำนวน 30 ซอง และ Hashi Salt Refill สูตรธรรมดา ประกอบด้วย เกลือฮาชชิสูตรธรรมดา pharmaceutical grade (sodium chloride + sodium bicarbonate) ขนาด 2.8 กรัม จำนวน 30 ซอง

พอมามิเป็นหวัดน้ำมูกไหลย้อย แม่แหม่มก็เลยให้มามิมาล้างจมูก แรกๆ มามิก็กลัวมาก เพราะเล่าให้ฟังว่าน้ำเกลือมันจะเข้าไปล้างโพรงจมูกของมามิยังไงบ้าง แต่ก็บอกว่าลองทำดู ถ้าไม่ดีก็เลิกทำ มามิก็เลยลองทำดู ก็ให้มามิทำเหมือนกับแม่แหม่ม แต่ของมามิให้หลับตาด้วย แล้วก็บอกว่าให้ร้อง อือดังๆ นะ ให้แม่ได้ยิน แล้วร้องอย่าหยุด พอมามิเริ่มร้องอือ แม่ก็พ่นเข้าจมูกทันที มามิสะดุ้งแล้วบอกว่าไม่เอาละ เพราะสำลักเหมือนกัน ก็เลยให้มามิพักก่อน แล้วค่อยมาลองใหม่ มามิก็มาลองใหม่อีกครั้ง อาจจะเพราะน้ำมูกมันคั่งในโพรงจมูกเยอะมาก ทำให้หายใจไม่สะดวก มามิก็เลยอยากลองล้างดู เผื่อจะดีขึ้น คราวนี้บอกมามิให้ร้องอือดังๆ และอย่าหยุดนะ แล้วแม่แหม่มก็พ่นน้ำเกลือเข้าไปทันที ได้ผลค่ะ น้ำมูกในโพรงจมูกไหลตามมาเป็นยวงเลยค่ะ ก็ยังพ่นต่อนะคะ ซัก 3-5 วินาที ก็ทำสลับข้างกัน คราวนี้สะดวกเลยค่ะ มามิทำได้ดีมากเลย แถมน้ำมูกก็ล้างออกมาได้เยอะจริงๆ ค่ะ


เกลือของฮาชชิเป็นการใช้ 1 ซองต่อ 1 ครั้ง จึงมีความสะอาดและอนามัยสูง ไม่เหมือน saline ขวดซึ่งมีการเปิดปิดตลอดเวลาและมีโอกาสทีแบคทีเรียกับสิ่งสกปรกจะเข้าไปสะสมและหมักหมมได้ค่ะ

วันๆ นึงก็ล้างซัก 3 ครั้ง ก็โล่งจมูกมามิแล้วค่ะ ยิ่งก่อนนอน ถ้าได้ล้างจมูกก็ยิ่งหลับได้สนิทขึ้นด้วย จนเดี๋ยวนี้พอเป็นหวัดมีน้ำมูกทีไร ก็จับมาล้างจมูกจนเป็นเรื่องปกติแล้วค่ะ
 
วิธีการล้างจมูกแบบสวมท่อเข้ากับจุกขวดฮาชชิ

ยิ่งเดี๋ยวนี้ ฮาชชิ ที่ใช้อยู่ก็มีรุ่นใหม่ซึ่งมีหลอดพลาสติกข้างในช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการล้างจมูกแบบแนวตั้ง คือเมื่อก่อนยังไม่มีหลอดแบบนี้ทำให้เวลาล้าง เราต้องเอียงคอเพื่อจะยกขวดพ่นน้ำเกลือในแนวนอนได้ แต่พอมีหลอดพลาสติกซึ่งช่วยดูดน้ำเข้าช่องพ่นน้ำ ทำให้เราสามารถพ่นในแนวตั้งได้ เพียงแต่ต้องช่วยบีบเล็กน้อย แล้วก็ช่วยให้ไม่สำลักน้ำเกลือ สำหรับคนเพิ่งเริ่มใช้ด้วย

วิธีการล้างตามคู่มือ

แค่เติมน้ำสะอาดกับเกลือในขวด (เป็นน้ำดืมที่อุณหภูมิห้อง จะดีกว่าน้ำก๊อกที่อุณหภูมิห้อง) ในขวดฮาชิ พลัส ให้ถึงระดับขีด( 180 cc) ตรงนี้ให้ตั้งขวดขึ้นแล้วเส้นวัดระดับน้ำจะขนานกับพื้น

1. ยืนโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เอียงศีรษะ 45 องศาให้รูจมูกที่ต้องการล้างอยู่ด้านบน
2. แนบจุกขวดฮาชิพลัสกับรูจมูกให้สนิทแล้วเริ่มบีบขวดให้น้ำเกลือไหลเข้าโพรงจมูกแล้วไหลออกทางโพรงจมูกอีกข้างนึงพร้อมออกเสียง อา…(หรือหายใจทางปากแทน)ไปพร้อมๆกันเพื่อป้องกันการสำลัก
3. ล้างจมูกจนกระทั่งน้ำเกลือที่ไหลทิ้งเริ่มใส  จากนั้นก็สั่งน้ำมูกเบาๆ เพื่อขับน้ำเกลือและน้ำมูกที่เหลือค้างอยู่ออกมา
4. สลับไปล้างจมูกอีกด้านโดยทำวิธีเดียวกัน
หลังล้างจมูก  อย่าลืมสั่งน้ำมูกเพื่อเอาน้ำเกลือที่เหลือค้างอยู่ออกค่ะ
5. หลังการล้างจมูกแล้วประมาณ ½-1 ชั่วโมง อาจมีน้ำที่ยังตกค้างในโพรงจมูกไหลออกมาทางรูจมูกได้  ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติซึ่งเราสามารถลดอาการดังกล่าวได้ โดยการเอียงศีรษะไปมา และสั่งน้ำมูกเบาๆ หรือ ก้มหน้าลง แล้วสั่งน้ำถูเบาๆ  
 

ขวดฮาชชิ พลัส ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการล้างจมูกด้วยอุปกรณ์แบบดั้งเดิม เช่น ไซริ้ง ลูกยางแดง กาเนติพอต ด้วยดีไซน์ที่ง่ายต่อการใช้งานที่  ผลิตจากวัสดุมีความยืดหยุ่นและนุ่มมือ

อาจจะมีบางคนบอกว่า ประยุกต์ใช้หลอดฉีดยาพ่นน้ำเกลือก็ได้นะ หรือพวกลูกยางสีแดงๆ อันนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้งานได้สะดวกเหมือนกันหรือเปล่านะคะ แต่รู้สึกว่าของ ฮาชชิ เวลาพ่นมันไม่แรงเพราะเวลาพ่นน้ำเกลือที่ออกมาจะฟู่มากกว่า มีความนุ่มนวลมากกว่า อีกอย่างเวลาจับถือก็ถนัดมือ และสามารถควบคุมความแรงของน้ำเกลือได้ด้วยการบีบ ไม่ได้พุ่งเป็นสายเหมือนหลอดฉีดยา ส่วนปลายก็แนบกับจมูกได้มากกว่า ไม่จำเป็นต้องสอดเข้าไปในรูจมูก เลยไม่ต้องกังวลว่าจะทำอันตรายกับโพรงจมูก ส่วนตัวก็เลยคิดว่าแบบนี้ดีกว่า อ้ออีกอย่างคือความจุ สามารถจุน้ำเกลือได้มากกว่า เลยทำให้การพ่นต่อเนื่อง ไม่ต้องหยุดเพื่อเติมน้ำเกลือ ตัววัสดุไม่มีสาร BPA อีกด้วย

ยังไงใครคิดว่ามีประโยชน์ก็ลองหาซื้อกันมาใช้นะคะ เคยเห็นตามร้านขายยาใหญ่ๆ ส่วนเกลือมีจะมีแยกขายเป็นกล่อง กล่องละ 30 ซอง มีทั้งแบบสูตรธรรมดาสำหรับการล้างที่มีการอุดตันมาก และสูตรอ่อนโยนซองสีเขียว  ซึ่งเหมาะสำหรับการล้างทั่วไป ทั้งสองสูตรเป็นเกลือคุณภาพสูงจากต่างประเทศ เกรดเดียวกับการผลิตยาสะอาด และสะดวกต่อการพกเอาไปนอกบ้าน ไม่ต้องพกน้ำเกลือเป็นขวดๆ เสี่ยงต่อการเลอะเทอะค่ะ ใช้หนึ่งซองต่อการล้างหนึ่งครั้ง ก็ถูกสุขลักษณะดีค่ะ ต่างจากน้ำเกลือขวดที่เปิดแล้วใช้ไม่หมดก็ปิดเก็บไว้ใช้ต่อ อาจจะมีการปนเปื้อนได้ค่ะ
 
ตั้งแต่รู้จักกับ ฮาชชิมาก็มีไว้ติดบ้านไว้ เป็นหวัด คัดจมูกเมื่อไหร่ ก็เอามาใช้ได้ทันทีค่ะ ใช้กันทั้งบ้าน พ่อ แม่ ลูกเลยค่ะ


ฮาชชิ พลัสมีจำหน่ายตามโรงพยาบาลชั้นนำ และร้านขายยาทั่วไป และในร้านขายยาในห้าง เช่น ลองหาร้านค้าใกล้บ้านก็ได้ค่ะ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 

เว็บไซต์ www.hashi.co.th 
Instagram : hashi_official

วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2557

1,000 วันสร้างลูกน้อยสมองไว ด้วยนมแม่กันนะคะ


1,000 วันฟังดูเหมือนจะเยอะนะ สำหรับการทำอะไรซักอย่าง แต่ถ้าเป็นการสร้างอนาคตให้ลูกน้อย ก็ดูจะน้อยลงไปทันที เพราะมันเป็นช่วงเวลาทองแห่งการสร้างพัฒนาการและสมอง เรียกได้ว่าเป็นการกำหนดศักยภาพในชีวิตของลูก ในการพัฒนาร่างกาย จิตใจ ภูมิต้านทาน และศักยภาพของสมองของทั้งชีวิตลูกเลยก็ว่าได้

1,000 วันที่ว่านี้ก็คือ 1,000 วันแรกของชีวิต นับตั้งแต่ วันแรกที่ปฏิสนธิ จนถึง เด็กอายุ 2 ขวบ เป็นช่วงเวลาของกระบวนการสร้างเซลล์สมอง กับเส้นใยประสาทอย่างรวดเร็ว  พัฒนาการทางสติปัญณา ความรู้ จะสร้างอย่างรวดเร็วที่สุดใน  1,000 วันแรกนี้ เมื่อครบ 1,000 วันสมองของเด็กก็จะมีขนาดประมาณ 80% ของสมองผู้ใหญ่ และเส้นใยประสาทที่สมบูรณ์ และเส้นใยประสาทนี้ก็คือตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารระหว่างเซลล์สมอง ทำให้สมองทำงานได้เร็วขึ้น

ภาพจาก : www.alphalactalbumin1000days.org


รู้จักสมอง และโครงสร้างสมอง



ภาพจาก : www.alphalactalbumin1000days.org

นอกจากเซลล์สมอง และ เส้นใยประสาท  ที่ช่วยในการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารระหว่างเซลล์สมอง ช่วยให้สมองทำงานได้เร็วขึ้นได้นั้น ยังมีส่วนสำคัญอีกอย่างคือ สารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่ส่งต่อข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาท ทำให้เกิดการทำงานของสมองสร้างความทรงจำ การเรียนรู้ ซึ่งในเด็กเล็กนั้นต้องการสารตั้งต้นในการสร้างมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 6 เท่า

เส้นใยประสาท และสารสื่อประสาทนั้นต้องการโปรตีนและไขมันเพื่อใช้ในการสร้าง ดังนั้นเราจึงต้องให้ความสำคัญของคุณภาพของโปรตีน และไขมัน (ใส่ภาพการทำงานของสมอง)

แอลฟา-แลคตัลบูมิน เป็นสารอาหารที่สำคัญ ที่เป็นพระเอก เป็นส่วนประกอบของเส้นใยประสาท และช่วยสร้างสารสื่อประสาท เชื่อหรือไม่ แอลฟา-แลคตัลบูมิน ดูแล้วเป็นสารอาหารที่สำคัญ แต่กลับพบได้ง่าย และมีมากในน้ำนมแม่


“แอลฟา-แล็คตัลบูมิน” เป็นสารอาหารซึ่งพบมากในนมแม่ สำคัญต่อการสร้างสารสื่อประสาท ช่วยในการทำงานของสมอง และทำให้เด็กอารมณ์ดี และยังลดความเครียดอีกด้วย ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลดีต่อพฤติกรรม การเรียนรู้ และการพัฒนาสมอง


ก็เลยอยากเชิญชวนแม่ๆ มาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กันมากๆ นะคะ แล้วก็ให้ความสำคัญกับ 1,000 วันแรกที่กำหนดสมองลูกทั้งชีวิต ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่ www.alphalactalbumin1000days.org


คราวนี้ 1,000 วันของลูกน้อยก็จะเป็นช่วงเวลาทองแห่งการสร้างพัฒนาการลูกของพ่อแม่แล้วล่ะค่ะ

วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ห๊อม หอม...หอมทุกที่ไม่ว่าที่ไหน


จำได้ว่าเคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องคาร์ซีทของมามิบ่อยมาก คงเพราะมามินั่งคาร์ซีทเป็นประจำ ก็เลยมีเรื่องเล่ามากหน่อย แล้วเรื่องที่คลาสสิคที่สุดคงไม่พ้นเรื่อง "อ้วก" ฟังแล้วอย่าเพิ่งอี๋ คนเป็นแม่หนีไม่พ้นกับเรื่องนี้แน่นอน

เมื่อตอนมามิสองขวบกว่า ตอนนั้นจำได้ว่ามามิชอบเล่นไอโฟนของแม่มาก เพราะแม่แหม่มชอบโหลดแอพสำหรับเด็ก สอนภาษา เกมสำหรับเด็ก มามิก็เลยชอบขอแม่เล่น เวลานั่งรถไปไกลๆ ก็เอาละ "แม่ขอไอโฟนหน่อยค่ะ" แรกๆ ก็บอกไม่ได้ แล้วก็คอยหาเรื่องชวนคุยไปเรื่อยๆ เด๊่ยวถึงที่มามิก็ลืม พอหลังๆ ชักเริ่มหมดมุก ก็เลยหยวนๆ ให้เล่นได้ แต่กำชับว่าให้เล่นเฉพาะแอพสอนภาษา


จนวันหนึ่ง ก็เป็นเรื่องจนได้อาจจะเพราะมามิกินอ่ิมเกินไป หรือเพ่งกับไอโฟนจอเล็กๆ มากเกินไป หรือจะเพราะอะไรก็สุดจะเดา อยู่ๆ ก็มีเสียง อ๊อก แม่แหม่มหันไปดู ก็เห็นว่ามีของเหลวกำลังเคลื่อนออกจากปากมามิอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ แล้วมามิก็บอกว่า แม่…อ้วก จบกันชุดสวยและคาร์ซีท

เลยเป็นข้อห้ามอย่างหนึ่งสำหรับมามิ คือห้ามเล่นไอโฟน ไอแพด เวลานั่งรถเด็ดขาด

หลังจากกำจัดอ้วกจนหมด ทำความสะอาดคาร์ซีทจนสะอาด อย่าคิดว่ามันจะหมดไปนะ กลิ่นอันไม่พึงประสงค์จะยังคงอยู่ อบอวลอยู่ในคาร์ซีทไปอีกหลายวัน ถึงเดือนก็มี 

บางคนก็บอกให้จอดรถตากแดด แล้วเปิดกระจกไว้ ก็ดีเฉพาะสิบนาทีแรก พอหลังจากนั้นกลิ่นเอียนๆ ก็กลับมาเป็นระยะๆ สุดท้ายก็มีคนแนะนำให้ใช้ สเปรย์ขจัดกลิ่น แอมบิเพอร์ ฉีดที่คาร์ซีท และที่เบาะนั่งในรถ รอจนแห้ง แล้วเข้ามานั่งในรถกัน ว้าว... มันสดชื่นมาก  สดชื่นจนแปลกใจว่ามันทำได้ยังไงเนี่ย


ก็เลยไปลองกับผ้าม่านในห้องของโมโม่ดูบ้าง คุณแม่ที่ลูกยังเล็ก คงเข้าใจเรื่องกลิ่นอับในห้องเจ้าตัวเล็กนะคะ เพราะมันจะมีกลิ่น ทั้งฉี่ทั้งอี ทั้งๆ ที่เราก็ทำความสะอาด เช็ดถู เรียบร้อย กำจัดขยะทุกวัน แต่กลิ่นบางทีมันจะแฝงอยู่ในห้องตลอด ถามกูเกิ้ลดูก็มีคำตอบประมาณว่า เครื่องใช้ที่เป็นผ้า บางครั้งจะมีแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นแฝงอยู่ แล้วก็จะคอยซับกลิ่นต่างๆที่อยู่ในห้อง ถ้าห้องที่มีการเปิดระบายอากาศ ตลอดเวลา และมีแสงแดดส่องถึง ก็จะไม่เป็นปัญหา แต่ห้องของโมโม่ เป็นห้องที่อยู่ด้านหลัง แสงแดดส่องไม่ถึง เปิดระบายอากาศได้ แต่ไม่ได้ตลอดเวลาเพราะอยู่ใกล้กับห้องครัว ดังนั้นกลิ่นในห้องนี้ก็เลยนัวๆ คือมันก็ไม่ฉุนนะ แต่ก็เหมือนไม่สดชื่น

เอาเป็นว่าลองสเปรย์แอมบิเพอร์เลยแล้วกัน ฉีดบนผ้าม่าน แล้วก็บนเฟอร์นิเจอร์ที่ทำด้วยผ้า ไหนๆ ฉีดแล้ว แถมตุ๊กตาด้วยละกัน เสร็จแล้วรอแห้งประมาณ 10 นาที แล้ววันนั้นแม่แหม่มก็ได้ว้าว...อีกครั้ง กลิ่นทั้งหลายหายหมด โล่งสบายจมูก แต่สำหรับโมโม่ ก็ไม่รู้เรื่องอะไร วิ่งรื้อค้นห้อง ลากตุ๊กตาไปมา เฮ้อ.. เด็กผู้ชาย

สำหรับเบื้องหลังประสิทธิภาพในการขจัดกลิ่นของ สเปรย์ แอมบิเพอร์ จากที่ได้อ่านข้อมูลในเว็บ https://www.facebook.com/AmbipurThailand  เลยรู้ว่า อยู่ที่เทคโนโลยีลิขสิทธิ์เฉพาะที่มีคุณสมบัติในการลดแรงตึงผิว ทำให้เมื่อฉีดผลิตภัณฑ์แอมบิเพอร์ สูตรเฉพาะที่ประกอบด้วยสารแอนตี้แบคทีเรีย และ “ลูพาซอล” ซึ่งเป็นสารสกัดจากข้าวโพดที่อยู่ในแอมบิเพอร์ สามารถแทรกซึมลงสู่เนื้อผ้าได้เป็นอย่างดี เพื่อช่วยกำจัดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่นอับชื้นบนผ้าและสารลูพาซอลจะตรงเข้าจับโมเลกุลของกลิ่นเหม็นต่างๆ เช่น กลิ่นบุหรี่ กลิ่นอาหาร กลิ่นกาย กลิ่นเท้า เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็จะกระจายความหอมลงสู่เนื้อผ้า แถมแอมบิเพอร์ยังใช้สารสกัดจากธรรมชาติ เลยเหมาะสำหรับผ้าทุกชนิด แจ๋วเลยค่ะ


แถมอีกนิดสำหรับคนที่คิดว่าใช้แล้วไม่ได้ผล ทางแอมบิเพอร์ยังยินดีคืนเงินให้ด้วยนะ ลองอ่านรายละเอียดที่ http://www.ambipurmoneyback.com/ แบบนี้ขอบอกได้เลยว่าได้ใจไปเต็มๆ 


วันนี้เขียนแต่เรื่องกลิ่นๆ อย่างนี้อย่าเพิ่งฉุน ฟุดฟิดๆ นะคะ เพราะเรื่องอย่างนี้ ใครไม่เคยเจอก็จะไม่่เข้าใจหรอก แต่สำหรับคนที่เคยผ่านจุดนี้มาแล้ว ก็จะรู้สึกเหมือนกับว่า กลิ่นพวกนี้มันยังคงติดอยู่ปลายจมูกเลยเชียวค่ะ

วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เข้าใจ

มีเรื่องอยากจะบ่นลอยๆ  ใครๆ ก็ชอบคิดนะว่า คนเป็นแม่ต้องรู้ใจลูก ไม่ว่าลูกจะทำอะไร ต้องการอะไร คนเป็นแม่รู้ไปซะหมด อาจจะเป็นเพราะแม่ต้องคอยประคบประหงมลูกน้อย ตั้งแต่เล็กจนโต คนก็เลยฝังใจไปกับความคิดนี้ แต่สมัยนี้นะ คนเป็นแม่ต้องรับบทบาทหลายอย่างเหลือเกิน ต้องทำงานด้วย ต้องดูแลลูก ดูแลบ้าน มันก็ต้องมีหลงๆ ลืมๆ กันบ้างละนะ แล้วยิ่งคนเป็นลูกสมัยนี้ มีเรื่องให้ทำเยอะซะจนแม่หลายโหมดต้องคอยเก็บข้อมูลจนถึงกับเม็มโมรี่เต็ม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิน เรื่องแต่งตัว เรื่องเรียน เรื่องเล่น เรื่องจิปาถะต่างๆ แล้วอย่างนี้จะให้รู้ใจไปทุกเรื่อง ก็คงต้องเพิ่มการ์ดเพิ่มเม็มกันอีกเท่าตัว

คิดแล้วก็ท้อ แต่ถอยไม่ได้ ก็เลยคิดซะว่าเอาความเข้าใจในตัวลูกเป็นที่ตั้งก็แล้วกัน เพราะทุกอย่างต้องมีเหตุผลของมันอยู่แล้ว อาจจะไม่รู้ใจซะทุกอย่างแต่เข้าใจว่าลูกต้องการอะไรเพราะอะไร แล้วอย่างนี้ก็คงไม่ยากแล้ว
 อย่างมามิ เธอเป็นเด็กสาวใกล้ห้าขวบ ก็เริ่มมีความรู้สึกถึงสิ่งสวยงามตามธรรมชาติของเด็กผู้หญิงแล้ว เธอก็จะเลือกเสื้อผ้า ที่มีสีสันอย่างเด็กผู้หญิง เธอจะอยากทาเล็บสวยงาม ทาโลชั่นที่มีกลิ่นหอมๆ แอบเล่นเป็นเจ้าหญิงบ้างอะไรบ้าง ก็คงเป็นเพราะวัยของเธอเวลานี้กำลังพัฒนาให้เธออยากก้าวไปตามแม่ เพราะมีแม่เป็นไอดอลของเธอ ใครไม่รู้ก็อาจจะคิดว่าเธอจะแก่แดดไหมนะ ก็ต้องอธิบายไปว่าวัยของเธอกำลังเติบโต ต้องหาบุคคลที่จะมาเป็นแบบอย่าง ยังไม่น่าเป็นห่วงหรอก

ส่วนโมโม่ ก็คงจะต้องเข้าใจธรรมชาติของความเป็นเด็กผู้ชาย ว่าจะไม่นิ่ง ชอบวิ่งซน จะจับมานั่่งสอนพูด สอนทำสิ่งต่างๆ ก็คงยาก ก็ต้องให้เรียนผ่านการเล่นของเขา ไม่ว่าจะเป็นของเล่นต่างๆ ก็ต้องคอยซ้ำคำพูดไปเรื่อยๆ ว่าต้องทำอะไร เก็บของ หยิบของ เอาไปให้ใคร ไปรับมาจากใคร เรื่องพวกนี้ต้องทำซ้ำไปมาจน โมโม่จำได้เอง
มีอีกกิจกรรมหนึ่งที่ทั้งโมโม่ และมามิจะชอบเป็นพิเศษก็คือช่วงเวลาอาบน้ำ ทั้งสองคนจะชอบเล่นฟองสบู่มากถึงมากที่สุด เรื่องนี้เด็กหลายๆ คนก็คงเป็น ซึ่งถ้าเราเข้าใจในธรรมชาติของเด็ก ก็จะรู้ว่าเด็กจะรู้สึกมหัศจรรย์มากกับการที่มีฟองสบู่ที่สามารถเป่าให้ออกมาได้ แล้วแถมยังลอยไปมาได้อีก พอเราจับมันก็หายวับไปกับตา ทุกสิ่งอย่างล้วนมาจากจินตนาการของเด็กจริงๆ

บางทีนะเด็กก็อยากจะแช่น้ำนานๆ เล่นฟองสบู่ เล่นของเล่นต่างๆ ก็ต้องอธิบายให้พ่อเขาฟังว่า ช่วงนี้จินตนาการของมามิ กับโมโม่กำลังบรรเจิด อย่าเพิ่งไปขัดอะไร ก็ปล่อยให้เล่นกันจนมือซีด เดี๋ยวพออาบน้ำเสร็จก็รีบเช็ดตัวให้แห้ง แล้วจับทาโลชั่นกันผิวแห้งซะหน่อย ก็ไม่เป็นอะไรแล้ว

ก็คิดนะว่าบางทีคำว่ารู้ใจ กับเข้าใจ มันก็ใกล้กันะ แต่รู้ใจมันออกจะรอบรู้ แล้วก็เก่งเกิน สำหรับแม่ๆ อย่างเรา เข้าใจธรรมชาติของลูกในแต่ละช่วงอายุก็เลิศแล้วค่ะ เหมือนอย่างใน โฆษณาของ เบบี้มายด์ ที่ดูแล้ว Concept ตรงใจมากที่สุด เพียงแค่เราเข้าใจ อะไรก็ไม่ยาก

                       ตามไปชมคลิปน่ารักๆ กันค่ะ : http://youtu.be/2NLJA3P0T1w

Babi Mild Thailand มีกิจกรรมใหม่ที่ให้แม่ๆ มาบอกเล่าเรื่องราวลูกแต่ละบ้านที่แม้จะเป็นเด็กเหมือนกัน แต่ก็มีธรรมชาติความต้องการที่ทำให้แม่เข้าใจและดูแลในแบบที่ต่างกัน... ความไม่เหมือนใครของลูกเรานี่ล่ะค่ะที่มีแต่แม่เท่านั้นจะเข้าใจธรรมชาติของเขาได้ดีที่สุด

อยากชวนคุณแม่ไปร่วมกิจกรรม " My Baby My Theory ไม่มีใครเข้าใจธรรมชาติของลูก...ดีเท่าแม่" และลุ้นเป็นสุดยอดคุณแม่ 1 ใน 100 กับทฤษฎีการเลี้ยงลูกของตนเอง ที่จะจัดขึ้นในรูปแบบของ Photo Gallery ได้แล้ววันนี้ที่ : http://www.babimild.com/ultramild

วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Pantene เวลาพิเศษ ของครอบครัว

คลิกไปชมวีดีโอกันค่ะ 

เป็นคนนึงที่ชื่นชม และติดตามผลงานของคุณเจี๊ยบ วรรธนา มานานแล้ว อีกทั้งเมื่อได้ทราบว่าเธอต้องมีหน้าที่ที่เป็นทั้งพ่อและแม่ในการเลี้ยงดูลูกทั้งสองคน บทบาทหน้าที่แม่ในการเลี้ยงลูกสองคนโดยลำพังคงไม่ง่ายเลย ได้ดูจากคลิป Pantene เวลาพิเศษ ของครอบครัว เจี๊ยบ วรรธนา ที่คุณเจี๊ยบพูดว่าเวลาดูแลตัวเองแทบจะไม่มีเลย มองกลับมาที่ตัวเราเอง และเชื่อว่าแม่แทบทุกคนที่เลี้ยงลูกเองเข้าใจอารมณ์นี้เหมือนกัน คือลูกต้องมาก่อน ส่วนตัวเองมาทีหลัง

ตื่นเช้าขึ้นมารีบจัดการธุระตัวเองให้เรียบร้อยอย่างรวดเร็ว คือได้แค่อาบน้ำอย่างเดียว เรื่องสระผมน่ะเหรอ ตอนยังไม่มีลูก ไม่ว่าจะไว้ผมยาวแค่ไหน ตื่นเช้าขึ้นมาสระผมทุกวัน สระเสร็จไดร์ผมให้แห้ง  แต่งตัวออกจากบ้านไปทำงาน ปล่อยผมปลิวสยาย แทบไม่เคยรวมผมเก็บผม แต่พอมีลูกคนแรกยังช่วยกันกับสามีดูแล จากสระผมทุกวันก็เป็นสระวันเว้นวัน ปล่อยบ้างรวบบ้าง แต่พอมีลูกคนที่สอง ต้องแบ่งกันเลี้ยงคนละคน ทุกวันแค่ได้อาบน้ำก็หรูแล้ว เรื่องสระผมไม่ต้องพูดถึง สระได้แค่อาทิตย์ละ 1- 2 ครั้ง เรื่องปล่อยผมสยายน่ะเหรอ ได้แค่วันเดียวแหละคือวันที่ตื่นมาสระผม





ตอนเช้าอาบน้ำสระผมเสร็จได้แค่เช็ดให้แห้งพอหมาดๆ แล้วรีบแต่งตัว ไม่มีเวลาเลือกชุดหรอก ชุดไหนที่อยู่ใกล้มือ หยิบชุดไหนได้ก็ใส่ชุดนั้นแหละ เสร็จแล้วก็ต้องมาปลุกลูกลุกขึ้นมาอาบน้ำ แต่งตัว เตรียมตัวไปโรงเรียนเรื่องไดร์ผมไม่ต้องพูดถึง ไม่มีเวลาค่ะ ปล่อยให้แห้งเอง พาลูกเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินจากบ้านไปส่งลูกถึงโรงเรียนก็แห้งพอดี พอแห้งเสร็จไม่เป็นทรงเพราะไม่ได้ไดร์ก็ต้องรวบไว้ตลอด ส่วนวันต่อๆ มาที่ต้องรวบไว้ไม่กล้าปล่อยสบายเพราะไม่ได้สระกลัวจะส่งกลิ่นเหม็นรบกวนคนรอบข้าง นี่แหละชีวิตแม่!!

อาจจะมีคำถามว่า อ้าว...แล้วทำไมไม่สระตอนเย็นล่ะ กลับถึงบ้านก็ 1 ทุ่ม นั่งกินข้าว ดูทีวี เล่นกับลูกซักพักก็ต้องรีบขึ้นห้องอาบน้ำ ขึ้นห้องมาได้ไม่ถึง 5 นาที ลูกก็ขึ้นตามมายืนตะโกนหน้าห้องน้ำ "แม่ขา หนูขึ้นมาแล้วนะ แม่ทำอะไรอยู่ แม่เสร็จหรือยัง" ก็ต้องรีบอาบอย่างรวดเร็ว พาลูกแปรงฟัน อ่านนิทานก่อนนอน ส่งเข้านอน ดึกก็ไม่ได้ไม่งั้นพรุ่งนี้ตื่นไปเรียนไม่ไหว วงจรชีวิตเป็นแบบนี้ทุกวันๆ จะเอาเวลาที่ไหนไปดูแลตัวเอง

ถ้าวันไหนเข็นตัวเองให้ตื่นเช้าหน่อย คือต้องเช้ามากๆ เลยนะ ได้ใช้เวลาอาบน้ำ สระผม ไดร์ผมให้แห้ง มีเวลาเลือกชุด แต่งตัว แต่งหน้าสวยๆ มามิตื่นขึ้นมาเห็นแม่ก็จะชมไม่ขาดปากเลย "วันนี้แม่สวยจัง ชุดแม่สวยจัง แม่แต่งหน้าสวยมากเลย ผมแม่สวยจัง หนูขอจับหน่อยได้ไม๊" ดีใจนะเวลาลูกชม ซึ่งนาน น๊านทีถึงจะลุกขึ้นมาทำแบบนี้ได้ ก็รู้นะว่ามีลูกสาว เค้าย่อมรักสวยรักงามเป็นธรรมดา ชอบดูแม่แต่งหน้า ทำผม ชอบเอาเครื่องสำอางแม่มาเล่น มายืนจ้องๆ มองๆ ตอนแม่แต่งหน้า ขอแค่ได้ช่วยหยิบโน่น จับนี่ยื่นให้แม่ก็พอใจ



พอมีเวลาอยู่กันตัวเอง ก็มานั่งคิดได้ว่าถ้าเราปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลตัวเองแบบทุกวันนี้ แล้วเรามีลูกสาว กลัวเค้าจะเอาเป็นตัวอย่างเหมือนกันนะ เจ้ามามิหน้าตาก็สะสวยกลัวว่าจะกลายเป็นเด็กซ่กมกไปจะไม่ได้การ คงต้องปฏิวัติตัวเอง ให้เวลากับตัวเองบ้างแล้ว คงต้องเริ่มจากการเข้านอนให้เร็วขึ้นจะได้นอนพักผ่อนให้พอ จะได้ตื่นแต่เช้า มีเวลาดูแลตัวเองมากขึ้น แล้วช่วงต้นเดือนหน้าน้องมามิมีงานเดินแบบที่ห้างใหญ่ใจกลางเมือง แม่อยากจะแต่งตัวสวย ทำผมสวย ไปยืนหน้าเวทีเพื่อชื่นชมนางแบบตัวน้อยของแม่ กับเวลาอีกแค่ประมาณ 14 วัน แม่จะสวยให้ดูนะเจ้าตัวเล็ก

คิดได้ดังนั้นก็มาเริ่มต้นปฏิบัติการกันเลยดีกว่า เอาแบบง่ายๆ ไม่ต้องเข้าร้าน ให้ผลิตภัณฑ์ Pantene นี่แหละช่วยดูแลเส้นผมของเรา ปกติเป็นคนที่สุขภาพผมค่อนข้างดีอยู่แล้ว ผมยาว หนา และดำขลับ แต่ขาดแค่เรื่องการบำรุง และดูแลให้สะอาดและจัดรูปทรงให้สวยงาม ช่วงนี้เลยรู้สึกว่าผมแห้งและจัดทรงยาก หรือถ้าใครมีผมเสียมากๆ ไม่ว่าจะเป็นผมพันกัน ผมแห้งแตกปลาย ชี้ฟู ไม่เงางาม หรือจัดทรงยากแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลผมเสียโดยเฉพาะไปเลยค่ะ

ขั้นตอนแรกคือการชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากผมและหนังศีรษะคือการสระผมด้วยแชมพูนั่นเองค่ะ ควรหวีผมก่อนสระจะช่วยให้ผมไม่พันกัน เพื่อง่ายต่อการขจัดสิ่งสกปรกสะสม เวลาสระให้สระด้วยน้ำสะอาด แชมพูจะมีประสิทธิภาพเต็มที่เมื่อเกิดฟองที่สมบูรณ์ ชโลมแชมพูให้ทั่วผม นวดหนังศีรษะด้วยปลายนิ้วมือ และล้างออกให้สะอาด ขั้นตอนที่สองที่ขาดไม่ได้ คือการปรับสภาพเส้นผมด้วยครีมบำรุงผม การใช้ครีมนวดผม ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม และล้างอย่างพอเหมาะ และควรใช้ครีมนวดผมอย่างน้อย 2 ครั้งถ้ามีแนวโน้มว่าปลายผมเริ่มเสียโดยเน้นช่วงปลายผมเป็นพิเศษ และขั้นตอนที่สาม การฟื้นบำรุงเส้นผมด้วย intensive hair mask 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นประจำค่ะ

เท่านั้นยังไม่พอนะคะ ทุกเช้าต้องบำรุงด้วยลีฟออนฟื้นบำรุงเส้นผม ชโลมให้ทั่วเน้นเฉพาะช่วงกลางถึงปลายผม ให้ดูเงางามอย่างเป็นธรรมชาติ ในตอนกลางคืนก่อนนอนก็ชโลมด้วยไนท์ มิราเคิล เอสเซ้นซ์ เพื่อการฟื้นบำรุงผมอย่างต่อเนื่อง


ตอนนี้ก็เริ่มตื่นเช้ามาดูแลตัวเองทุกวันแล้วค่ะ วันสำคัญของมามิ แม่จะได้พร้อม และแต่งตัวสวย ปล่อยผมสวยไปเป็นกำลังใจให้หนูเดินบน Catwalk นะคะ

ตอนนี้ Pantene มีกิจกรรมที่ชื่อว่า “Moment to shine Moment to share” เป็นกิจกรรมให้สาวๆมาร่วมแชร์และบอกเล่าเรื่องราวความประทับใจในช่วงเวลาพิเศษในแบบของตัวเอง...ใครที่สนใจ ลองกดเข้าไปชมเรื่องราวความประทับใจได้ที่นี้นะคะ https://apps.facebook.com/pantenemoment

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับนม U.H.T. สำหรับเด็ก


แม่แหม่มได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม “เปิดบ้านเอนฟา ตอน รู้ลึกเรื่องนมยูเอชที” และได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนๆ คุณพ่อ คุณแม่ blogger ผู้รู้ และคุณหมอ หนึ่งวันเต็มๆ ที่ได้ไปร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับความรู้และสาระดีๆ มามากมายเลยอยากจะนำมาฝาก คุณแม่ คุณแม่ทั้งหลายที่มีลูกในวัยที่ดื่มนมกันนะคะ

โดยช่วงเช้าได้ฟังสัมภาษณ์พิเศษ “รู้ลึกคุณค่าสารอาหาร ส่วนผสมของนม UHT” พร้อมชมวิธีการสาธิตส่วนประกอบในนม UHT โดยฝ่ายวิจัยและพัฒนา จาก บริษัท มี๊ด จอห์นสัน นิวทริชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคน เวลาเลือกนมให้ลูก ต้องอ่านที่ข้างกล่องกันทุกคนว่า มีส่วนประกอบ และมีสารอาหารอะไรบ้าง ที่สำคัญคือต้องวันหมดอายุด้วย เรามาดูกันให้ชัดๆ อีกทีว่าในนม U.H.T. 1 กล่องที่ลูกเราดื่มเข้าไปนั้นมีส่วนประกอบอะไรบ้าง ตัวอย่างเป็นนม ยูเอชที เอนฟาโกร ซึ่งจะมีส่วนประกอบหลักๆ 3 อย่าง อย่างแรกคือ Whole milk powder นมผเต็มไขมัน เป็นนมผงที่มี โปรตีน 26-28% ไขมัน 26-28% และ คาร์โบไฮเดรต ประมาณ 9-10% อย่างที่สองคือ Encapsulated ARA/DHA กรดไขมันตระกูลโอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6 ที่เป็นโครงสร้างสำคัญของเซลล์สมอง และอย่างสุดท้ายคือ Vitamin & Mineral วิตามิน C,K,E, B1, B3, B5, B6, B12 และโฟเลต แร่ธาตุ แมกนีเซี่ยม โพแทสซี่ยม เหล็ก ซิงค์ แมงกานีส คอปเปอร์


 หลายคนคงสงสัยว่านม U.H.T. ที่ลูกเราดื่มกันทุกวัน ที่บอกว่ามี ARA/DHA นั้น มันมีประโยชน์จริงหรือไม่ อย่างไร หรือเป็นแค่กลยุทธ์ทางการตลาด จากคำบอกเล่าของนายแพทย์พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการ และพฤติกรรม คณะแพทย์ศาสตร์ วชิรพยาบาล กล่าวว่า DHA นั้น ปกติจะมีในนมแม่ เป็นสารที่ช่วยให้สารอาหารดูดซึมเข้าไปในผนังเซลล์ของเราได้ดี ดังนั้น DHA มีในนมแม่ ซึ่งดีและมีประโยชน์มากๆ เพราะฉะนั้นเด็กควรได้รับนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน ในขณะเดียวกันแม่ที่ไม่สามารถเลี้ยง ลูกด้วยนมแม่เอง ควรเลือกนมผสมที่มีส่วนประกอบของสาร DHA เพื่อเพิ่มสารตัวนี้ให้พอเพียงต่อความเจริญเติบโตของสมอง ซึ่งสารประกอบของ DHA ในนมผสม เพราะในนมวัวนั้น ไม่มี DHA จึงต้องเติมเข้าไป

แต่ทีนี้หลายคนสงสัยว่า DHA ช่วยดูดซึมได้มากขึ้นจริงหรือ คำตอบคือถ้ามี DHA แล้วร่างกายจะดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่มากนัก ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย แน่นอนว่าไม่มีอะไรที่ทดแทนนมแม่ได้ ดังนั้นควรจะให้เด็กทานนมแม่จะดีที่สุด แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องดื่มนมวัว หรือจะดื่มนมเสริม การที่มี DHA ก็จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น ถึงแม้จะไม่ดีเท่านมแม่แต่ก็ดีกว่าไม่มีซะเลยค่ะ

กระบวนการผลิตนมยูเอชทีนั้นจะผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อโรคที่อุณหภูมิ 135-150 องศาเซลเซียส ในระยะเวลา 2-4 วินาที ทำให้สามารถเก็บรักษาได้นานถึง 9 เดือนที่อุณหภูมิห้องโดยไม่ต้องแช่เย็น และไม่ทำให้คุณค่าของสารอาหารและรสชาดเปลี่ยนไปค่ะ ซึ่งในนมยูเอชทีเอนฟาโกร 1 กล่อง ประกอบด้วยสารอาหารถึง 35 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีประโยชน์อย่างไรบ้างนั้นคงผ่านตามของคุณพ่อ คุณแม่ทุกท่านกันมาแล้วนะคะ เด็กๆ ควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 3 กล่อง เพื่อให้ลูกๆ ได้รับสารอาหารโดยเฉพาะ DHA และ ARA ไปเสริมสร้างสมองได้อย่างครบถ้วนค่ะ


 หลังจากได้รับความรู้เรื่องคุณค่าอาหารและส่วนผสมของนมยูเอชทีเสร็จ ก็ถ่ายรูปร่วมกันแล้วออกเดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตนมยูเอชทีเอนฟาโกร ที่จังหวัดสมุทรปราการ พอไปถึงก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ก่อนเข้าชมโรงงาน ทางทีมงาน ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับไลน์การผลิต และข้อแนะนำ ข้อควรระวังต่างๆ ก่อนเข้าชมโรงงาน เนื่องจากโรงงานเป็นระบบปิดเพื่อให้ปลอดเชื้อ เหล่าสมาชิกคุณพ่อ แม่ทุกคนจึงต้องทำการเปลี่ยนชุดเพื่อความสะอาด และความปลอดภัยก่อนเข้าชมกระบวนการผลิต โดยเราจถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม/กลุ่มละ 7 คน เพื่อความใกล้ชิดในการเรียนรู้ค่ะ เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าไปดูการผลิตของจริงแบบเห็นกับตาทุกขั้นตอนเลยค่ะ ทำให้รู้ว่ากว่าจะได้นมยูเอชทีขึ้นมา 1 กล่องต้องผ่านกระบวนการ และขั้นตอนอะไรบ้าง ถึง 6 ขั้นตอนด้วยกันค่ะ


โดยขั้นแรกจะเริ่มต้นด้วยการตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบ ขั้นที่สองจะเป็นกระบวนการนำเข้าสู่การกำจัดสิ่งปนเปื้อนโดยผ่านเครื่องปรับ ปริมาณไขมันและเครื่องโฮโมจิไนเซอร์เพื่อทำให้โปรตีนนมและไขมันนมแตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กกระจายเป็นเนื้อเดียวกันในนม ต่อด้วยขั้นที่สามการผ่านเข้าสู่การฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิ 133-150 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 2-4 วินาที และจัดพักไว้ในถังปลอดเชื้อ ขั้นตอนที่สี่ เติมเกลือแร่ วิตามิน และทำการวิเคราะห์สารอาหารเพื่อให้ได้คุณค่าสารอาหารตรงตามมาตรฐาน หลังจากนั้นขั้นตอนที่ห้าคือการบรรจุนมใส่กล่องด้วยเครื่องบรรจุปลอดเชื้อ ขั้นตอนนี้พวกเราเข้าไปดูใกล้ๆ ไม่ได้ ทำได้แค่ชะโงกดูผ่านห้องกระจก แต่ก็เห็นชัดเจนเลยค่ะ และขั้นตอนสุดท้ายคือการตรวจสอบมาตรฐานก่อนน้ำออกไปวางจำหน่ายค่ะ


จากการได้ไปเยี่ยมชม และได้ดูทุกขั้นตอนการผลิตอย่างใกล้ชิด ทำให้มั่นใจได้เลยว่าทุกขั้นตอนการผลิตสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และมั่นใจได้จริงๆ ค่ะ หลังจากเยี่ยมชมโรงงานเสร็จก็รับประทานอาหารร่วมกัน ระหว่างรับประทานอาการ และนั่งรถทั้งไป และทั้งกลับด้วยกันได้พูดคุย และเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องพัฒนาการ การเลี้ยงดู การเรียน โรงเรียน และการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้กับลูก กับคุณพ่อ คุณแม่ blogger และทีมงาน  ทริปนี้สนุกสนานเฮฮา และเป็นกันเองมากเลยค่ะ
สุดท้ายเป็นการพูดคุยกับคุณหมอ ซึ่งนายแพทย์พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการ และพฤติกรรม มาตอบคำถามและข้อสงสัยต่างๆ ของบรรดาคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายซึ่งตัวแม่แหม่มเองก็ได้ถามถึงเรื่องการเลิกดูดขวดนมของโมม่ คุณหมอแนะนำ 2 วิธีคือ วิธีแรกการหักดิบ คือเอาขวดไปซ่อน เอาไปเก็บไว้ให้ใดชิด แล้วบอกลูกว่าแม่เอาขวดนมไปทิ้งหมดแล้ว ไม่มีขวดนมแล้วนะหนูต้องกินนมจากหลอดหรือแก้วแทน ลูกอาจจะโยเยและไม่ยอมกินสักอาทิตย์ถึงสองอาทิตย์ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องอดทน ห้ามใจอ่อน ส่วนวิธีที่สองคือ ค่อยๆ ลดปริมาณส่วนผสมของนมให้น้อยลง คือชงให้เจือจางมากขึ้นเรื่อยๆ พอมันไม่หวานมันอร่อย เค้าก็จะเลิกกินไปเอง แล้วให้ทานนมจากหลอดหรือดื่มจากแก้วแทน แต่คุณหมอบอกว่าแนะนำวิธีแรก ได้ผลเร็วกว่า


คุณหมอแนะนำว่า ถ้าเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไปแล้วนั้น ให้เน้นอาหาร 3 มื้อ 5 หมู่เป็นหลัก เด็กต้องทานให้ครบ แล้วให้ดื่มนมเป็นอาหารเสริมแทน ดื่มนมที่มีส่วนผสมของ DHA ด้วยก็จะดีมาก จะเป็นนมผงแบบยูเอชที หรือแบบผงชงก็ได้ แบบชงจะดีตรงที่เราเลือกให้สารอาหารเข้มข้นอยากชงยังไงก็ได้ตามที่เราต้องการ แต่ถ้าเป็นแบบยูเอชที ก็จะสะดวกเวลาต้องออกไปธุระข้างนอก ไม่ต้องเตรียมอะไรไปมากมาย ได้สารอาหารที่มีประโยชน์เหมือนกัน

การได้เข้าร่วมกิจกรรมเปิดบ้านเอนฟาในครั้งนี้ได้รับความรู้และประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมเลยค่ะ ขอขอบคุณ บริษัท มี๊ด จอห์นสัน นิวทริชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ที่เชิญแม่แหม่มเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ และให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเองมากมายเลยค่ะ